General News
• GDP ไตรมาส 2 ของอิตาลีหดตัวลง 0.7% จากไตรมาสก่อน หรือหดตัว 2.5%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากมาตรการรัดเข็มขัดมูลค่า 2 หมื่นล้านยูโรของภาครัฐที่ส่งผลให้อัตราการว่างงานและการใช้จ่ายของภาคเอกชนหดตัวลง
• ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของอิตาลีในเดือน มิ.ย.หดตัวลง 1.4% จากเดือนก่อน ทำให้ทั้งไตรมาส 2 ลดลง 1.8% โดยมีผลผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง
• คำสั่งซื้อในภาคการผลิตของเยอรมันเดือน มิ.ย. ลดลง 1.7% จาก +0.7% ในเดือนก่อน โดยคำสั่งซื้อภายในประเทศหดตัวลง 2.1% จากที่หดตัว 1.4% ในเดือนก่อน และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง 1.5% จากเดิมขยายตัว 2.5% จึงบ่งชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยูโรโซนต่อเศรษฐกิจของเยอรมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และยังมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงในไตรมาส 3
• ผลผลิตอุตสาหกรรมของอังกฤษเดือน มิ.ย.ลดลง 2.5%จากเดือนก่อน โดยลดลงที่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.0% ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะหดตัวน้อยกว่าที่คาดไว้ประมาณ 0.07% ทั้งนี้ ผลผลิตอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวันหยุดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปีของพระราชินีอลิซาเบธที่ 2
• ยอดค้าปลีกของอังกฤษเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 0.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจอาหารขยายตัวได้อย่างชัดเจนจากผลของโอลิมปิค
• ประธานธนาคารกลางสาขาบอสตันแนะนำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เริ่มมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) แบบไม่มีกำหนดระยะเวลา และให้หันมาสนใจต่อสภาพเศรษฐกิจที่ต้องการแทน โดยให้ความเห็นว่า FED ควรเริ่มมาตรการผ่อนคลายและซื้อสินทรัพย์ไปจนกว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถึงเป้าหมายที่ FED ต้องการ ซึ่งคาดว่าหากไม่มีมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 8.4% ในปีนี้ และเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตไม่เกิน 1.75%
• ณ วันที่ 25 ก.ค. ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ มีการปล่อยสินเชื่อรวม 7.1 ล้านล้านดอลลาร์ แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สหรัฐฯ พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ปรับเพิ่มขึ้นถึงระดับ 134.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 56% จากช่วงเดียวกันในปี ก่อน
ทั้งนี้ การขยายตัวของสินเชื่อเป็นผลมาจากการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของ FED รวมทั้งการผ่อนคลายเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในสหรัฐฯ ซึ่งการขยายตัวของสินเชื่อถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกันการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
• หน่วยงานกำกับของรัฐนิวยอร์ก กล่าวหาว่าธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ลอบทำธุรกรรมทางการเงินอย่างผิดกฎหมายกับอิหร่าน โดยทำธุรกรรมกับอิหร่านมากถึง 60,000 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ากว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิหร่าน และอาจส่งผลให้สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ถูกปรับและถูกยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการในรัฐนิวยอร์กได้
อย่างไรก็ตาม สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาแล้ว
• คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ โดยกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 จะลดอัตราเงินนำส่งลง 0.50 บาท/ลิตร และน้ำมันดีเซลจะลดลง 0.30 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมัน E20 และ E85 จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มอีก 0.50 บาท/ลิตร ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ ทั้งนี้ จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับลดลงจาก 31 ล้านบาท/วัน เหลือเพียง 9 ล้านบาท/วัน
• ครม.มีมติให้ขยายเวลาการขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ออกไปอีก 2 ปี จากเดิมที่เคยกำหนดให้เพิ่มเป็น 10% ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ โดยการขยายระยะเวลาการขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้มีการขยายตัวของการอุปโภคบริโภค กับการลงทุนของภาคเอกชนและประชาชน
• ราคาดอกมะลิในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท เพื่อต้อนรับเทศกาลวันแม่ โดยพวงมาลัยดอกมะลิมีราคาสูงสุดถึงพวงละ 500 บาท เนื่องจากในปีนี้ดอกมะลิมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเพราะสภาพอากาศที่แปรปรวน และยังมีปัญหาศัตรูพืชรบกวน
ทั้งนี้ คาดว่าในระยะ 1-2 วันข้างหน้า ดอกมะลิจะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 1,000 - 1,200 บาท
Equity Market
• SET Index ปิดที่ระดับ 1,208.19 จุด เพิ่มขึ้น 0.18 จุด หรือ 0.01% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 25,610 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,172 ล้านบาท ทั้งนี้ ดัชนี SET แกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบจากการที่ยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจนมาขับเคลื่อนตลาด โดยมีหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
Fixed Income Market
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลง -0.04% ถึง 0.00% สำหรับวันนี้มีการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี และ 15 ปี มูลค่ารวม 28,000 ล้านบาท
• ธนาคารกลางออสเตรเลียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี แต่ยังคงเป็นระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจของออสเตรเลียยังขยายตัวได้ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ธนาคารกลางออสเตรเลียยังต้องการรอผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากการลดอัตราดอกเบี้ยรวม 1.25%ในช่วงที่ผ่านมาก่อน
Guru Corner
• Marc Faber
“ในระยะสั้น ตลาดยังคงขึ้นได้เนื่องจากเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าในทุกตลาดต่างมีหุ้นของบริษัทสัก 2-3 แห่ง ที่แข็งแกร่งและยังมีคนซื้อในราคาที่สูงขึ้นไปได้อีก ในขณะที่มีหุ้นของบริษัทจำนวนมากที่ราคาตกลงไป 40%-50% เพราะโดนเทขายมากเกินไป จึงมีโอกาส Rebound ได้
โลกนี้มีสภาพคล่องล้นเหลือจากการที่ธนาคารกลางในหลายๆ ประเทศอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ เรามีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและเงินฝากที่ติดลบหากหักด้วยเงินเฟ้อในเกือบจะทุกประเทศ ดังนั้น ถ้าคนมัวแต่ฝากเงิน เขาก็กำลังขาดทุนจากการสูญเสียอำนาจซื้อ นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังรู้สึกแย่เมื่อดัชนี S&P อยู่ในจุดต่ำสุดเมื่อต้นเดือน มิย. ด้วย ดังนั้น จึงคิดว่าหุ้นอาจจะขึ้นในเดือนนี้ แต่อาจจะเหนื่อยมากในเดือน กย – พย”
“มี 2 กลยุทธ์ในการลงทุน นั่นก็คือเป็น Aggressive Trader ซึ่งต้องพยายามโอนย้ายการลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆ ประเภทในจังหวะที่ถูกต้อง หรือมิฉะนั้นก็ต้องกระจายการลงทุน ส่วนผมเองเป็นนักลงทุนประเภทหลัง เพราะผมไม่มั่นใจว่าจะ Trade ได้ถูกต้อง”
• Nouriel Roubini
มีโอกาสน้อยลงที่หุ้นจะพุ่งขึ้นสูงจากการออก QE ในปีนี้ เพราะราคาหุ้นในวันนี้ไม่ได้ตกลงมามากเหมือนเมื่อปี 2009 และปี 2010 นอกจากนี้ การออก QE เพิ่มก็จะไม่มีประสิทธิผลเนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยระยะยาวต่ำมากแล้ว การจะไปลดลงอีกจะไม่ช่วยทำให้คนอยากใช้จ่ายเพิ่ม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น